| กม.ใหม่‘อำนาจคปภ.’เฮี้ยบ!ช็อค!ร่างแก้2พรบ.ประกันทั้งฉบับ |
|
| วงการประกันชีวิตและประกันวินาศภัยต่างพากันช็อค! คาดไม่ถึงว่าคปภ.จะซุ่มเงียบจ้างมูลนิธิสำนักงานกฤษฎีกาให้เขียนร่างพ.ร.บ.ประกันชีวิต-ประกันวินาศภัยแก้ไขใหม่ |
|
| จนจู่ๆ เพิ่งจะโผล่มาทำประชาพิจารณ์และเร่งรัดให้เอกชนสรุปความเห็นและทำเรื่อง คัดค้านเอาเพียงไม่ กี่วันนี้เอง ร้อนถึงนายกสมาคมประกันวินาศภัยและนายกสมาคมประกันชีวิตไทยต้องทำหนังสือ ผ่อนผัน ขอขยายระยะเวลาทำสรุปข้อคิดเห็นเลื่อนออกไปก่อนเป็นเดือน ก.ย. และต.ค.ตามลำดับ จากเดิมที่ขีดเส้นตายจะให้ทั้งสองสมาคมฯ ส่งภายใน 31 ส.ค.นี้ วงการผวา! หากปล่อยร่างพ.ร.บ.ฯ ทั้งสองฉบับออกมา จะเป็นการขยายอำนาจให้ คปภ.เฮี้ยบมากขึ้น |
แหล่งข่าวจากวงการประกันชีวิต กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบการธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ได้มีจัดให้มีการประชุม Public Hearing ให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจประกันภัยได้เข้ามาฟังเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.55 ที่โรงแรมเลอคองคอร์ด พร้อมได้จัดพิมพ์ตัวร่างพ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ........ และตัวร่างพ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ........แจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมงานในวันนั้นจำนวน 300 คน ทำเอาหลายคนที่เข้าร่วมประชุมต่างงงไปตามๆกัน เพราะไม่คิดว่า จะมีการแก้ไขยกร่างใหม่ทั้งหมดเลย โดยเท่าที่ทราบมาได้มีการไปว่าจ้างมูลินิธิกฤษฏีกาขึ้นมายกร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งในทรรศนะของผู้เข้ารับฟังและผู้ประกอบการเอกชนส่วนใหญ่ในวันนั้นต่างก็ไม่เห็นด้วยเลย เพราะนึกว่าจะแก้เพียงบางมาตราให้สอดรับกับบทเฉพาะกาลของพ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2551 ในบางมาตราที่เกี่ยวข้อง แต่นี่กลับกลายเป็นแก้ใหม่หมดทั้งเล่มก็ว่าได้ จริงอยู่ในบางมาตราอาจจะเป็นการเขียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยเขียนระบุไว้เลยอย่างเช่น ในมาตรา 16 ซึ่งเมื่อก่อนมันเป็นมาตรา 10 ที่บอกว่า บริษัทต้องมีกรรมการสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของกรรมการทั้งหมด และต้องถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 75 ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดแล้ว แต่ของใหม่ได้คลี่คลายขึ้น แต่มันก็ยังดีกว่าของเดิมนิดหนึ่งตรงที่เขียนสั้นกว่านี้ และได้เขียนแก้ไขเพิ่มเติมให้อำนาจคณะกรรมการคปภ.อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 ถ้าหากในกรณีมีต่างชาติถือเกินร้อยละ 25 แต่ไม่เกินร้อยละ 49 ก็ให้คปภ.เป็นผู้อนุญาต แต่ถ้าเป็นเหตุจำเป็น รมว.คลังโดยความเห็นชอบคปภ. มีอำนาจผ่อนผันให้บริษัทมีจำนวนหุ้นและกรรมการแตกต่างออกไปได้ หรือกระทั่งในมาตรา 19 บอกว่า บุคคลใดมีหุ้นกับบริษัทไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่าย บุคคลนั้นต้องรายงานต่อนายทะเบียนซึ่งของเดิมไม่กำหนด อันนี้มันจะทำให้ยุ่งยาก ขึ้นสำหรับบางบริษัท แต่เข้าใจเจตนาดีว่า ต้องการให้บริษัทประกันชีวิตเป็นมหาชนอย่างแท้จริง หรือกระทั่งที่ระบุว่า ไม่ให้ถือหุ้นทั้งหมดเกินกว่า ร้อยละ 10 กล่าวคือหุ้น 100 บาท คนหนึ่งจะถือเกินกว่า 10 บาทขึ้นไปไม่ได้
เว้นเสียแต่ถ้าคณะกรรมการฯอนุญาต ก็สามารถทำได้ซึ่งร่างกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นการให้อำนาจคปภ.มากขึ้นจากเดิมแทบจะหลายมาตราด้วยกัน ซึ่งไม่เข้าใจเลยว่า เวลาคปภ.จะเขียนกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง แทนที่จะเอาหลักการขึ้นก่อน แต่นี่กลับไปเอาดุลยพินิจขึ้นมาเป็นข้อพิจารณาก่อนเลย ซึ่งเท่าที่ดูเนื้อหาในแต่ละมาตราล้วนแล้วแต่หฤโหด ถึงกับมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงการเวลานี้ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเฮี้ยบมาก ถึงขนาดเอาบริษัทประกันถึงตายกันเลย ยกตัวอย่างอย่างเห็นได้ชัดเจนก็คือ ในตัวร่างฯมีมาตราหนึ่งในเรื่องของการควบคุมบริษัท ซึ่งระบุไว้ในร่างใหม่ว่า ในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมบริษัทรายงานว่า บริษัทที่ถูกควบคุม ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ก็ให้คณะกรรมการคปภ.สั่งปิดบริษัทได้เลย และก็เสนอให้รมว.คลังเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้ทำแล้วเสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่คณะกรรมการเสนอเรื่องขึ้นไป ซึ่งประเด็นที่มันโหดเกินไปก็คือ หากรมว.คลังพิจารณาไม่เสร็จภายในระยะเวลา 30 วัน ก็ถือว่า รมว.คลังมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตไปเลย ซึ่งมันไม่ถูกต้องเพราะหากเกิดรมว.คลังไม่ว่างหรือติดภาระกิจในวันนั้นขึ้นมาล่ะ เราจะทำยังไง “ผมว่า คนที่ร่างเขาคงจะไปล้อกับกฎหมายของสถาบันการเงินของธนาคาร แล้วหยิบเอามาเป็นตัวบทกฎหมายขึ้นมาใช้เลย ทั้งๆที่ลักษณะของงานอาจจะต่างกันบ้าง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วการร่างกฎหมายมันต้องเกิดจากประสบการณ์ และเกิดจากลักษณะงานจริงๆ ไม่ใช่ไปกอปปี้ของต่างชาติที่เขามีวัฒนธรรมหลากหลายต่างกันออกไปแล้วนำมาใช้ได้เลย และที่สำคัญในเนื้อหาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีการพูดถึงการไปเกี่ยวข้องกับเออีซีหรือการประชุมเศรษฐกิจอาเซียนเสียเท่าไหร่เลย ที่ซ้ำร้ายพอทำ Public Hearing บอกว่า นี่เป็นร่าง และให้แต่ละบริษัทที่หากจะคัดค้าน ก็ให้ทำเรื่องคัดค้านมาภายในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีทางดูได้ทัน” แหล่งข่าวรายนี้กล่าวทิ้งท้าย ด้านนายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสมาคมประกันชีวิตไทยชุดใหม่เพิ่งเข้ามาเริ่มงาน ซึ่งเป็นช่วงรับไม้ต่อจากคณะกรรมการชุดเก่า จึงทำให้เราศึกษาในรายละเอียดไม่ทัน จึงได้ทำหนังสือขอขยายระยะเวลาส่งความเห็นให้ต่อคปภ.ออกไปเป็นปลายเดือน ต.ค.55 พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งซึ่งตนเองจะรับหน้าทำเป็นประธานดูเรื่องนี้พร้อมกับคณะ โดยเราจะพยายามดูให้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้ เพื่อจะได้ข้อสรุปนำเข้าไปพูดคุยกับทางคปภ.ในเรื่องนี้อีกที ขณะที่นายอรัญ ศรีว่องไทย กรรมการบริหารสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า การแก้ไขพ.ร.บ.ฯขึ้นมาใหม่ กว่าจะเอาเข้าสภาฯ ก็ยังไม่รู้กี่ปี แต่เท่าที่ดูจากตัวร่างที่ส่งมาให้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมาเอาความเห็นสรุปจากภาคธุรกิจในเวลาสั้นๆ แล้วนำไปร่างเลยทันที ทั้งนี้มันคงเป็นเพียงแต่คปภ.ได้ขอความเห็น เข้ามาเท่านั้น “ภาคธุรกิจก็ได้บอกท่านเลขาธิการคปภ.หรือท่านประเวช สิทธิองอาจกุลไปแล้วว่า ในเรื่องนี้เรามาทำงานร่วมกันดีไหม ซึ่งผมเพิ่งจะได้รับมา การจะขอคอมเม้นท์ในวันที่ 31 ส.ค.55นี้ ผมบอกว่า มันไม่ได้ เพราะนี่มันยกร่างใหม่หมด ไม่ใช่แก้เพียงบางมาตรา หมวดที่เดิมเคยมีอยู่ไม่กี่หมวด แต่ของใหม่เพิ่มขึ้นมา12 หมวด บางเรื่องเท่าที่เราดูกันในที่ประชุมกันไป เราก็เจอว่า มันเหมือนการไปตัดแปะมา โดยที่ไม่ได้แก้อะไรเลย อย่างปีหน้าเราต้องเป็นมหาชน (เดือนก.พ.56 ต้องเป็นมหาชน) ซึ่งมันมีบางมาตราเอามาใช้ไม่ได้แล้ว และในส่วนของกฎเหล็กอาร์บีซี มันก็ต้องมาดูกันว่า ข้อเท็จจริงมันเป็นยังไง บางอันก็สวนทางกับการปฎิบัติ โดยเฉพาะข้อสำคัญนี่คือเป็นการเอากฎหมายของอเมริกา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ หรือมาเลเซียมาผสมผสานกันร่างออกมา โดยมันเหมือนเอาลูกผสมมาเปรียบเทียบและเทียบเคียง แล้วก็อ้างว่า ปี 58 เออีซีจะมาแล้ว จึงจำเป็นต้องทำให้ใกล้เคียง” นายอรัญกล่าวและว่า ด้วยเหตุนี้เองทางบอรด์บริหารสมาคมประกันวินาศภัยจึงได้มีการนำเสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุม จนในที่สุดจึงได้มีมติออกมาว่า เห็นควรจะทำหนังสือขยายระยะเวลาในการส่งข้อคิดเห็นไปยังคปภ.ออกไปเป็นวันที่ 30 ก.ย.55 และได้ตั้งให้ตนเองเป็นคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้พร้อมกับตัวแทนที่มาจากคณะอนุกรรมการประกันภัยชุดต่างๆรวมเบ็ดเสร็จ 19 คนเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นนี้ ซึ่งจากการประชุมไปแล้วนัดแรกเม่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีข้อสรุป เพียงแต่คณะทำงานได้มาวางโครงกันว่า จะคุยเป็นรายประเด็นไหนบ้าง โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นพ้องต้องกันว่า จะให้เส้นตายทำเรื่องนี้ให้จบภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้ และจัดส่งให้เจ้าหน้าที่สมาคมฯจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จเพื่อส่งต่อให้ทางคปภ.ได้ทันในวันที่ 30 ก.ย.นี้ |
|
|
| อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555 |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น